มนุษย์เราหากปรารถนาจะบำเพ็ญเพียรหรือปฎิบัติธรรมให้สำเร็จนั้น ต้องมีต้นทุนสะสมมาแต่ปางก่อนพอสมควร หลายท่านอาจจะไม่ยอมรับในเรื่องนี้ ต่างมีความคิดตามสมองในกายว่า "หากทำจริงแล้วทำไมจะไม่ได้" แต่แปลกไหมที่บางคนฝึกฝนมุมานะในปัจจุบันพร้อมกับคนอื่น กลับพบความเปลี่ยนแปลงคืบหน้าไปช้า จนดูไม่ทันอกทันใจหรือไม่ได้ดังใจ บางคนได้รับการชี้แนะเพียงน้อยนิดกลับไปได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่บางครั้งอาจฝึกฝนหรือปฎิบัติน้อยกว่าด้วยซ้ำไป ด้วยเพราะเหตุว่าการบำเพ็ญเพียรหรือการมุ่งปฎิบัติธรรม ล้วนต้องสั่งสมหรือมีนิสัยสันดานติดตัวมาแต่ก่อน ที่ว่าสันดานนั้นคืออะไรติดตามมา จะค่อยๆ รับรู้ไปเอง?? ในอุปนิสัยของมนุษย์นั้น มีความอยากได้ใคร่รู้เป็นพื้นฐาน เปรียบเหมือนนิสัยของลิง ที่อุปมาอุปไมยดังนิทานเรื่องพระถังซำจั๋ง เดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกยังชมพูทวีปนั้น มีเหล่าสานุศิษย์ติดตามท่านไป และหนึ่งในศิษย์ที่ติดตามท่านคือ ท่านซุนหงอคง โดยแท้จริงแล้ว ท่านซุนหงอคง คือภาพๆ หนึ่งในจิตใจของพระถังซำจั๋ง แม้ท่านพระถังซำจั๋งจะดำรงตนเป็นพระหรือการได้สวมจีวรอยู่ ก็ไม่ได้หมายว่าหลุดพ้น การจะหลุดพ้นก็ต้องควบคุม ท่านซุนหงอคง ให้อยู่หมัด
เพราะจิตใจของคนเราฟุ้งซ่าน ไม่อยู่นิ่งเหมือนลิง มีความสงสัยอยากรู้ตลอดเวลามีฤทธิ์เดชมาก ประมาณการอบรมจิตก็เหมือนการผจญมาร ย่อมต้องอาศัยบารมีแต่ปางก่อนเป็นต้นทุน ถึงจะกำราบจิตใจที่ฟุ้งซ่านได้ เพราะจิตใจของลิงคือความสงสัย ใคร่อยากได้อยากรู้ นั้นฝึกยาก หากไม่มีต้นทุนสะสมมาก่อนหรือของเก่าในอดีต กล่าวคือหากสนใจมาเริ่มฝึกในชาตินี้นั้น ย่อมยากที่จะเอาชนะได้
เพราะการฝึกฝนอบรมจิตนั้นต้องค่อยๆ หัด ค่อยเป็นค่อยไป จะเอาให้ได้รวดเร็วดังใจไม่ได้เป็นสิ่งผิดธรรมชาติ และเป็นการฝืนตนเอง การฝึกฝนจิตต้องออกมาจากภายใน หาใช่เป็นรูปกายภายนอกที่สร้างขึ้น ให้ดูราวเป็นผู้มีบุคลิกผู้ถือเคร่ง หรือดูดั่งผู้ทรงศีลที่น่าเลื่อมใส อีกทั้งไม่ใช่บังคับจิต เพราะสุดท้ายก็จะเอาไม่อยู่ ยิ่งเกิดความหงุดหงิด เกิดความไม่ถูกใจ ไม่ชอบใจ ไม่ได้ดังใจ เกิดความสงสัย ปฎิบัติแล้วทำไมไม่ได้ เป็นอารมณ์ที่พอใจไม่พอใจไปต่างๆ นานา เราเรียกภาวะแห่งจิตประเภทนี้ว่า ตัณหา และมิจฉาทิฐิ ที่เราอยากหลุดพ้นนี่ก็ตัณหามิจฉาทิฐิ ตัณหามิจฉาทิฐิคือด่านแรกมันร้อนเหมือนไฟ ถ้ามีตัณหามิจฉาทิฐิก็เหมือนมีไฟเผาผลาญใจอยู่ข้างใน เร่าร้อนทุรนทุราย เจ็บปวด
แม้ท่านซุนหงอคง จะมีฤทธิ์แปลงร่างได้ถึง 72 อย่าง ก็หมายถึง ตัณหามิจฉาทิฐิในจิตใจนั้นมี 72 อย่าง แม้มีฤทธิ์มาก ก็ไม่สามารถก้าวพ้นพระหัตถ์หรือนิ้วทั้ง 5 ของพระพุทธเจ้าได้ ความหมายนิ้วทั้ง 5 นั้นก็คือศีล แม้จะมีฤทธิ์เดชแค่ไหน ถ้าไม่มีศีลก็ไม่สามารถข้ามพ้น 5 นิ้วของพระพุทธเจ้าได้ ดังนั้นผู้ที่ปรารถนาฝึกฝนบำเพ็ญเพียรต้องมีศีลเป็นสันดาน การมีศีลก็ไม่ใช่ต้องคอยระวังศีล กลัวศีลจะขาด หรือกลัวศีลจะไม่ครบ ถือศีลกันยังเครียด มีเงื่อนไขอย่างโน้นอย่างนี้ จะถือข้อนั้นมีปัญหาข้อนี้ อย่างนี้คงต้องรอให้เป็นสันดานก่อนจึงจะไปต่อได้
นอกจากนี้ควรมีพรหมวิหารสี่ อันได้แก่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อันนี้ก็ต้องมีเป็นสันดาน ไม่ได้เกิดจากการเสแสร้งแกล้งปฎิบัติให้ดูมีแต่ไม่มี ยึดหลักคุณธรรมทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เป็นผู้รู้กาลเทศะ มีฌานคือปัญญาขจัดความไม่รู้ มีสัจจะ ความตั้งใจ ความสำเร็จเร็วจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับท่านซุนหงอคงเป็นสำคัญ
ถ้ามนุษย์เพาะเลี้ยงใจลิงจนเสียนิสัย วันๆ กระโดดโลดเต้นอยู่ไม่สุขไม่เชื่อง อยากได้นั่นอยากได้นี่ อยากดู อยากเป็น อยากได้ อยากกิน อยากไปเรื่อย คิดฟุ้งไปเรื่อย เข้าข้างตัวเองเป็นประจำ เห็นแก่ตัว ฉลาดแต่เรื่องโง่ๆ ไม่เคยสงบพักสักชั่วยามหนึ่งหรือแม้แต่นาที แม้ยามนั่งทำสมาธิก็อยากเห็นนั่น อยากเห็นนี่ คือมันฟุ้งแต่นึกว่าไม่ฟุ้ง ต่างจากเห็นแล้วก็งั้นๆ เห็นแล้วเป็นไง ไม่เห็นแล้วเป็นไง ไม่เห็นจะตื่นเต้น อยากให้เห็นก็เห็น จะห้ามไม่ให้เห็นก็ไม่ได้ ที่ไม่เห็นก็ไม่ต้องฟุ้งว่าทำไมไม่เห็น มันอยากมามันก็มา มันไม่อยากมาก็เป็นเรื่องของมันอย่าไปบังคับ สำคัญที่สติเป็นตัวรู้ว่าอุปาทานหรือเปล่า
ดังนั้นชื่อ หงอคง จึงหมายถึง "ว่างเปล่า" เพื่อให้คนปล่อยวางไม่ยึดติด เพราะถ้ายึดติดจิตใจไม่สงบก็จะข้ามไปไม่พ้น ต้องดิ้นรนรุ่มร้อน ถึงเจ็บปวดทรมาน การจะผ่านด่านนี้ได้ลิงน้อยต้องเชื่อง ไม่ต้องควบคุมมัน ไม่ซนแล้วจึงจะผ่านขึ้นไปต่อได้ ถ้าใจว่างเปล่าแล้ว ซุนหงอคง ก็ไม่มีฤทธิ์แล้ว ทำอะไรใครไม่ได้ แตะต้องก็ไม่ได้
ถึงตอนนั้นห่วงมงคลบนศีรษะก็ไม่ต้องสวมแล้ว ไม่ต้องบังคับแล้ว ทุกอย่างว่างแล้วและสว่างแล้ว เมื่อถึงจุดนี้เราก็ต้องละทิ้งใจทั้งสามคือ ใจอดีตแก้ไขไม่ได้ ใจปัจจุบันไม่ติดอยู่ ใจอนาคตมาไม่ถึงทำอะไรไม่ได้ ถ้าทำได้ใจก็ไม่มีฤทธิ์สามารถตัดขันธ์ทั้งห้าได้ แม้ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก แต่ต้องเริ่มจัดการกับอายตนะทั้งหกก่อนตัดให้ขาด สิ่งเหล่านั้นคือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าตัดหกช่องนั้นขาดก็หมดเยื่อใยผูกมัด หกช่องนั้นเป็นหนทางเกิดดับแห่ง รูป สังขาร เวทนา สัญญา ถ้ามั่นคงแล้วทุกอย่างก็จะเบาสบาย
เล่ากุง
|