| ตำนานพระแก้วมรกต # 2 |
|
|
|
| เขียนโดย เทพมนตรี | |||
| วันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2008 เวลา 09:28 | |||
|
เมื่อ พ.ศ.๑๙๗๗ ฟ้าผ่าเจดีย์โบราณวัดป่าญะเมืองเชียงแสน ปัจจุบัน คือวัดพระแก้ว เชียงราย พบพระพุทธรูปหล่อปูนปิดทองจึงอัญเชิญไว้ในพระวิหาร ต่อมาปูนที่ปิดหุ้มเกิดกะเทาะที่ปลายพระนาสิก เห็นเป็นแก้วสีเขียว เมื่อกะเทาะออกทั้งองค์ พบพระปฎิมาที่งดงามด้วยพุทธลักษณะ และเป็นปฎิมาที่สร้างจากแก้วทึบสีเขียวทึบทั้งองค์ บริสุทธิ์ไม่บุบสลายชาวเมืองทั้งหลายทั้งใกล้ไกลล้วนหลั่งไหลมาสักการบูชา ครั้งนั้นเมืองเชียงรายอยู่ในขอบขัณฑสีมาเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ จึงมีใบบอกไปกราบทูลพระเจ้าสามฝั่งแกน เจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงมีองค์การให้ตั้งขบวนไปเชิญเสด็จพระแก้วมรกต โดยอัญเชิญขึ้นหลังช้างแห่ไปเมืองเชียงใหม่ ครั้นถึงทางแยกไปนครลำปาง ช้างอัญเชิญพระแก้วมรกตตื่นวิ่งไปทางนครลำปาง แม้จะให้หมอควาญเล้าโลมให้ช้างสงบลงเพื่ออัญเชิญไปนครเชียงใหม่หลายครั้งช้างนั้นก็ยังตื่นไปทางนครลำปางอีก แม้จะเปลี่ยนช้างหลายช้างแล้วก็ยังแสดงกริยาเดิมอีก ท้าวพระยาที่ไปรับเห็นประหลาด แต่ก็สุดที่จะทำประการใดได้ จึงมีใบบอกไปยังนครเชียงใหม่ตามจริง พระเจ้าเชียงใหม่เห็นเป็นลางไม่เป็นมงคล ด้วยผีคล้ำเศวตฉัตรคงมิอยากจะรับพระแก้วมรกตไว้ในนครเชียงใหม่ หรือว่าเดชานุภาพของพระองค์ไม่ถึงพระจักรพรรดิราช ดังนั้นจึงยอมให้เชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐาน ณ นครลำปาง และได้บูรณะวัดที่ประดิษฐานพระแก้วใหม่ให้ชื่อว่า "วัดพระแก้วดอนเต้า" พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ นครลำปางได้ ๓๒ ปี ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๑๑๑ สมัยพระเจ้าติโลกราชเจ้า ผู้ครองนครเชียงใหม่ มีดำริว่าพระเจ้าเชียงใหม่ในพระโกศล่วงไปแล้ว พระองค์ใคร่จะอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ จึงควรจะอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมานครเชียงใหม่ และสร้างพระอารามราชกุฎเจดีย์ถวาย โดยประสงค์ให้วิหารที่ประดิษฐานมียอดปราสาท เพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกต แต่ก็ต้องอสุนีบาตตกต้องทำลายยอดปราสาททุกครั้งไป ยิ่งสร้างกฤษฎาภินิหารให้เป็นที่ร่ำลือว่า ห้ามสร้างมณฑปยอดปราสาทถวายพระแก้วมรกต พระเจ้าติโลกราชจึงอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐาน ในซุ้มทิศตะวันออกของพระเจดีย์หลวง ณ วัดเจดีย์หลวง นครเชียงใหม่ พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่นครเชียงใหม่ ๘๔ ปี ครั้นปี พ.ศ. ๒๐๙๔ พระเจ้าไชยเชษฐา ซึ่งครองนครเชียงใหม่ได้ถูกอัญเชิญให้ไปครองกรุงศรีสัตนาคนหุต ล้านช้างร่มขาว พระองค์จึงอัญเชิญพระแก้วมรกตไปด้วยเพื่อให้พสกนิกร พระญาติพระวงศ์ได้สักการบูชา ภายหลังนครเชียงใหม่เกิดหมางใจกับ ล้านช้างร่มขาว พระเจ้าไชยเชษฐา จึงไม่ได้เสด็จกลับไปนครเชียงใหม่อีกเลย และพระแก้วมรกตจึงต้องประดิษฐานที่เมืองหลวงพระบาง ๑๒ ปี ครั้นถึง พ.ศ. ๒๑๐๗ พระเจ้าอยู่หัวบาเยงนองแห่งอาณาจักรพุกาม แผ่พระราชอำนาจมาถึงอาณาจักรล้านช้างร่มขาว และทรงหยามพระเกียรติพระเจ้าไชยเชษฐาหลายครั้ง โดยเฉพาะการชิงตัวพระเทพกษัตรี พระธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยาศรีรามเทพนคร ที่ทรงส่งตัวถวายพระเทพกษัตรีเพื่อเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าไชยเชษฐา โดยชิงตัวกลับไปกรุงหงสาวดี และพระเทพกษัตรีทรงปลงพระชนม์ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าอยู่หัวบาเยงนอง ทำให้พระเจ้าไชยเชษฐาเกรงราชภัย ด้วยอาณาจักรล้านช้างร่มขาวไม่สามารถทานกำลังพม่ามอญได้ จึงทรงย้ายราชธานีลงไปตั้ง ณ เมืองเวียงจันทน์ โดยอัญเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่เวียงจันทน์อีก ๒๑๔ ปี ครั้นถึงพ.ศ. ๒๓๒๑ ในรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรีเกิดสงครามระหว่าง กรุงธนบุรีกับอาณาจักรล้านช้าง ครั้งนั้นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพตีได้เมืองเวียงจันทน์ ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางลงมายังกรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงโสมนัสยิ่งเมื่อทรงทราบข่าวการอัญเชิญพระแก้วมรกตกลับพระนคร โดยโปรดให้สมเด็จพระสังฆราชและพระราชคณะทั้งปวง ไปรับพระแก้วมรกตถึงเมืองสระบุรี ครั้นขบวนอัญเชิญพระแก้วมรกต ล่องแม่น้ำเจ้าพระยามาถึงตำบลบางธรณี พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค ได้เสด็จขึ้นไปรับพระแก้วมรกต แล้วอัญเชิญประดิษฐานที่วัดอรุณราชวราราม และโปรดให้มีพิธีสมโภช ๓ วัน
|




















