|

ในบรรดาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์สำคัญในเมืองไทย ที่ผู้คนนิยมยกลูกให้เป็นลูกบุญธรรมหลวงพ่อมากที่สุด เห็นจะไม่เกินหลวงพ่อโสธรแห่งวัดโสธร จ.ฉะเชิงเทรา และในปัจจุบันวัดหลวงพ่อโสธรยังเป็นวัดที่มีพระอุโบสถที่มีสถาปัตยกรรมที่งดงามเป็นที่สุดในรัชกาลปัจจุบัน อีกทั้งเป็นพระพุทธรูปที่มีมหาชนศรัทธา บนบานศาลกล่าวแล้วสัมฤทธิ์ผลมากที่สุดองค์หนึ่ง วัดได้จากการแก้บนที่มีไม่ขาดทั้งวัน แถมไม่ได้แก้บนกับองค์หลวงพ่อโสธรองค์จริงอีกด้วย คือต้องไปแก้บนกับองค์จำลอง?
หลวงพ่อโสธรมีประวัติอย่างไร คิดว่าหลายท่านคงพอจะทราบมาบ้าง แต่เราก็อยากนำเสนอเพราะใกล้วันตรุษจีนหลวงพ่อโสธรก็เป็นหนึ่งในโปรแกรมไหว้พระขอพร ยิ่งในภาวะที่บ้านเมืองมีปัญหาผู้คนขาดกำลังใจเช่นนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดูจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่เป็นที่พึ่งที่หวังได้ว่ากันว่าหลวงพ่อโสธรเป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้างประมาณ 1 ศอกเศษ ปรางค์ขัดสมาธิเพชร แต่ได้เสริมแต่งขึ้นจากเดิม โดยพอกปูนลงรักปิดทองให้เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 3 ศอก 5 นิ้ว พระเนตรเป็นตาเนื้อ พุทธลักษณะเป็นพระศิลปะลานช้าง
ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโสธรนี้ค่อนข้างจะงงๆ มีมากหลายตำนาน ด้วยถ้าพิจารณาให้ดีล้วนแปลก จนยากที่จะปลงใจให้เชื่อได้ โดยมีผู้เล่าสืบๆ กันมาหลายกระแส ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนฟังมาจากบรรพบุรุษอีกต่อ โดยเล่าให้ฟังต้องกันว่า "หลวงพ่อโสธร" ลอยน้ำมา โดยมาด้วยกันเป็นพระพี่น้องกัน 4 องค์ โดย
1.หลวงพ่อวัดเขาตะเครา
2.หลวงพ่อวัดบ้านแหลม
3. หลวงพ่อโสธร
4. หลวงพ่อโตวัดบางพลีใหญ่
โดยทั้ง 4 องค์ ลอยมาจากทางเมืองเหนือ เรื่อยมาตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา ลอยออกปากอ่าว แล้วลอยเข้าปากน้ำบางปะกง 3 องค์ ส่วนองค์สุดท้องได้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ลอยละล่องไปผุดขึ้นที่ปากคลองสำโรง ชาวบ้านแถบนั้นได้อาราธนาขึ้นแพใช้เรือพายลากจูง ทั้งอธิษฐานว่าจะขึ้นเป็นมิ่งขวัญที่ใด ก็ขอให้แพนั้นจงหยุดอยู่กับที่ แล้วล่องมาตามลำคลอง แพนั้นก็มาหยุดอยู่หน้าวัดบางพลีใหญ่ใน จังหวัดสมุทรปราการ ชาวบางพลีก็ได้อาราธนาอัญเชิญขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดบางพลีใหญ่ใน
ส่วนพระอีก 3 องค์ได้ลอยทวนน้ำมาติดหน้าวัดเก่า ที่สร้างมาแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ประมาณรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ลอยมาถึง ณ ที่ตำบลหนึ่ง และแสดงปาฏิหาริย์ลอยทวนกระแสน้ำให้ชาวบ้านเห็น กรมการเมืองและชาวบ้านแถบนั้นต่างพร้อมใจกันอาราธนาขึ้น โดยเอาเชือกพรวนมนิลาลงไปผูกมัดที่องค์หลวงพ่อทั้ง 3 องค์ แล้วช่วยกันฉุดลากขึ้นฝั่ง ด้วยจำนวนผู้คนประมาณ 500 กว่าคนก็ฉุดขึ้นไม่ได้ เชือกขนาดใหญ่ที่ผูกองค์หลวงพ่อทั้ง 3 องค์ก็ขาดฉุดไม่สำเร็จตามความประสงค์ ครั้นแล้วหลวงพ่อทั้ง 3 องค์ก็จมน้ำหายไปต่อหน้าคนทั้งหมด สถานที่พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ได้ลอยทวนน้ำมานั้นเลยได้ชื่อว่า "ตำบลสามพระทวน" แต่ต่อมากลับเรียกว่า "สัมปทวน" ได้แก่แม่น้ำหน้าวัดสัมปทวน อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ทุกวันนี้
ต่อจากนั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ก็ล่องลอยตามแม่น้ำบางปะกง เลยผ่านหน้าวัดโสธรไปถึงคุ้งน้ำใต้วัดโสธร แสดงอภินิหารผุดขึ้นให้ชาวบ้านบางนั้นเห็น ชาวบ้านได้ช่วยกันอาราธนาฉุดขึ้นฝั่งทำนองเดียวกันกับชาวสัมปทวน แต่ก็ไม่สำเร็จ หมู่บ้านบางนั้นจึงได้ชื่อว่า "บางพระ" มาจนทุกวันนี้ จากนั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็ล่องลอยทวนน้ำขึ้นมาถึงและลอยวนอยู่ที่หัวเลี้ยว ตรงกองพันทหารช่างที่ 2 ปัจจุบัน สถานที่พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์มาลอยวนอยู่นั้น จึงเรียกกันว่า "แหลมหัววน" และได้จมน้ำหายไป
หลังจากนั้นพระพุทธรูป 2 องค์คือหลวงพ่อวัดบ้านแหลม และหลวงพ่อวัดเขาตะเครา ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ปฏิหาริย์ ล่อยลอยไปผุดขึ้นที่ลำน้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม หลวงพ่อวัดบ้านแหลมนั้น ประชาชนชาวประมงอาราธนาขึ้นได้ และประดิษฐานเป็นมิ่งขวัญอยู่ที่วัดบ้านแหลม เราเรียกว่า "หลวงพ่อวัดบ้านแหลม" เป็นพระพุทธรูปปางยืนอุ้มบาตร สร้างเป็นศิลปะสุโขทัยยุคกลาง ขนาดสูง 172 เซนติเมตร หล่อด้วยทองเหลือง ข้อพระกรทั้งสองข้างทำเป็นสองท่อนสวมได้ แต่บาตรนั้นหายไปในทะเล ส่วนบาตรที่หายไปนั้น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธ์วงศ์วรเดช ได้ถวายบาตรไว้ให้บาตรหนึ่ง เป็นบาตรแก้วสีน้ำเงิน
|