|
ภายในกรุงปักกิ่ง มีสิ่งปลูกสร้างโบราณที่เก่าแก่ และมีเอกลักษณ์มากมาย แต่สิ่งปลูกสร้างโบราณที่มีเอกลักษณ์ทั้งของชนชาติฮั่น ชนชาติแมนจู ชนชาติมองโกล และชนชาติทิเบตครบถ้วนนั้นนั่นก็คือวัดลามะ และนอกจากความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ ยังมีอยู่ในตำนานของศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย ส่วนการเล่าขานจะมีอยู่จริงหรือไม่เล่า
จากเรื่องราวความเป็นมาของฮวงจุ้ยนิกายหมวกดำ หรือฮวงจุ้ยเต๋าหมวกดำ ที่มีความเป็นมาและเกี่ยวข้องกับพระลามะ ที่มีการอ้างอิงถึงความเป็นมาของรากฐานวิชาฮวงจุ้ย เกจิอาจารย์ขอนำเสนอถึงเรื่องราว เกี่ยวกับวัดลามะที่มีการอ้างถึง และตั้งอยู่ในปักกิ่ง เพื่อเรียนรู้ความเป็นมาของวัดลามะ และนิกายที่มีอยู่ของพระลามะ มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

วัดลามะ หรือย่งเหอกง เป็นวัดหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายทิเบตอันลือชื่อ กินเนื้อที่กว่า 6 หมื่นตารางเมตร ตำหนักต่าง ๆ มีกว่า 1,000 ห้อง วัดลามะแห่งนี้ แต่เดิมสถานที่แห่งนี้เป็นพระตำหนักที่ประทับขององค์ชายสี่หรือหย่งเจิ้ง ปี ค.ศ 1723 องค์ชายสี่ได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 3 ของราชวงค์ชิง และพระองค์เป็นพระราชบิดาขององค์เฉียนหลง ฮ่องเต้กษัตริย์องค์ที่สี่ของราชวงศ์ชิงต่อจากพระองค์ ซึ่งองค์ชายสี่หรือหย่งเจิ้งทรงนับถือพระลามะธิเบตมองโกลอย่างมาก จึงอุทิศถวายพระตำหนักนี้ให้เป็นวัดลามะ ก่อนที่จะทรงย้ายเข้าไปประทับในพระราชวังโบราณ ส่วนพระตำหนักนี้มีพื้นที่ครึ่งหนึ่งปรับเป็นที่พักผ่อนอิริยาบถนอกวังขององค์ชายสี่ พื้นที่อีกครึ่งหนึ่งทรงถวายพระลามะจังเจียฮูถูเค่อถู จึงกลายเป็นวัดลามะของทิเบตนิกายหมวกเหลือง ซึ่งไม่ใช่ลามะนิกายหมวกดำ อย่างที่มีการเล่าลือกันในตำนานฮวงจุ้ยเต๋าหมวกดำ

พระพุทธศาสนาสายทิเบตนิกายวัชรยาน มีอยู่ ๔ นิกายใหญ่ คือ นิกายหมวกเหลือง หรือนิกายเกลุกเน้นความเคร่งครัดในวินัยเป็นพื้นฐาน ลามะของนิกายนี้ส่วนใหญ่เป็นพระสงฆ์ เน้นการสอนทั้งทางพระสูตรที่เป็นวิชาการและทางตันตระที่เน้นการปฏิบัติ และการวิเคราะห์ธรรมโดยตรรกวิภาษ หัวข้อใหญ่ที่ศึกษาคือ ปัญญาบารมี ปรัชญามาธยมิก การรับรู้ที่ถูกต้อง ปรากฏการณ์วิทยา และพระวินัย ผู้นำนิกายเกลุกในปัจจุบันคือผู้ดำรงตำแหน่งดาไล ลามะหรือทะไล ลามะ ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบตด้วย
นิกายหมวกแดง นิกายหมวกขาว นิกายหมวกดำ แต่ละนิกายนั้นไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แต่ก็มีซินแสฮวงจุ้ยนำมาอ้างแบบน้ำขุ่นๆ ว่าเป็นศิษย์ฆราวาสของลามะนิกายหมวกดำ ซึ่งจากการเรียนสอบถามท่านพระอาจารย์เฉวียนสี่ รินโปเช่ ที่ ๖ เจ้าอาวาสวัดมหายาน ในประเทศเนปาล(สอบถามท่านเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2551 ด้วยท่านเดินทางมาประเทศไทย) ได้ความว่านิกายทั้ง ๔ ในวัดลามะนั้น จะมีวิธีปฏิบัติและพิธีกรรมต่างกัน หลักคิดล้วนมีปรัชญาที่แตกต่างกัน

จากตำนานที่ระบุว่าในนครต้องห้าม(ปักกิ่ง) นั้น เมื่อแรกตั้งราชวงค์ชิง ก็มีลามะนิกายหมวกดำเข้ามารับใช้ราชสำนัก โดยมีฐานะเป็นราชครูคอยแนะนำฮ่องเต้ให้ประกอบพิธีอาถรรพ์ต่างๆ เพราะลามะธิเบตมองโกลนิกายหมวกดำนั้น เรียกในภาษาทางการว่า ลามะนิกายการ์จุ หรือณยิงมะปะ(นิกายหมวกดำ) ซึ่งส่วนมากประพฤติเลอะเทอะ คือมีลูกเมียได้ในวัด และทำตัวเป็นพ่อมด คือไม่สนใจเรื่องพระธรรมวินัยเลย จะเอาแต่เรื่องของขลัง บ้าพลังอย่างเดียว
และเมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์จีน ในรัชสมัยของหย่งเจิ้งที่ศรัทธาพระลามะ ด้วยความศรัทธาในคำสอน ยอมยกตำหนักให้เป็นวัดลามะ นั่นไม่ใช่ลามะหมวกดำ อีกทั้งนับแต่หย่งเจิ้งสืบทอดบัลลังก์จากพระบิดาจนถึงลูก คือเฉียนหลงฮ่องเต้ ถือว่าเป็นช่วงที่ราชวงศ์ชิงรุ่งโรจน์ มีความมั่งคั่งในทุกด้าน อาณาประชาราษฎร์มีความอยู่ดีกินดี พระศาสนารุ่งเรือง แสดงว่าการบริหารการปกครองบ้านเมืองในยุคสมัยนั้น ต้องมีระบบระเบียบที่ดี ไม่ได้หมกหมุ่นอยู่กับพิธีกรรมอาถรรพ์ของลามะหมวกดำแน่ จนทำให้ประเทศรุ่งเรือง

และนิกายเยลุกปะหรือนิกายหมวกเหลืองนี้ห้ามเด็ดขาด ในเรื่องของการปฎิบัตินอกพระธรรมวินัย เมื่อมีธรรมวินัยที่แตกต่างกัน แต่ละนิกายก็ไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกัน และราชครูลามะนั้นอาศัยใกล้องค์ฮ่องเต้ จึงไม่ได้อยู่วัดแต่อยู่วัง โอกาสที่จะมีเวลาสั่งสอนศิษย์ฆราวาสชาวบ้านคงจะฝันไป ด้วยราชกิจของฮ่องเต้นั้นมากมายนัก และที่อยู่ของลามะนั้นต้องใกล้องค์ฮ่องเต้มาก ถึงขนาดเรียกหาต้องเข้าเฝ้าทันที อีกทั้งการจะเดินเซ่อซ่าไปเจอราชครูลามะนั้นก็ยาก ราชครูลามะคงไม่มีเวลาไปรับจ๊อบพิเศษสอนคนนอกสายเลือดกษัตริย์แน่ หาเรื่องหัวไม่อยู่กับตัวมีหรือลามะไม่รู้
จากการเรียนถามท่านรินโปเช่ ซึ่งท่านก็ถามว่าจะรู้ไปตามหาญาติเหรอ ก็ต้องเรียนท่านตามตรงว่า มีใครบางคนที่มีชื่อเสียงแต่ปกปิดจุดกำเนิดของตัวเอง และก็อดสงสัยไม่ได้ว่าซินแสฮวงจุ้ยจะแต่งนิยายปรัมปรา เพราะพวกท่านเล่นไม่เปลี่ยนพล็อดเรื่องเลย เล่นลอกกันมาซะจับได้เลย แถมเป็นซินแสฮวงที่เก่งที่สุดในโลกแบบมีแค่สามคนในโลก ขนาดออกทีวีด้วยคนไม่รู้ก็นึกว่าจริง ขนาดไปเรียนมาจากไหนยังไม่กล้าบอกเลย ถ้าว่าหลับแล้วฝันไปตื่นขึ้นมาเก่ง ยังไม่มีใครว่าเลยก็คนมันเก่งน่ะ แต่อ้าปากมาคำแรกก็สตอเบอรี่แล้ว จะเชื่อพวกนี้ดีไหมเนี่ย ซึ่งท่านรินโปเช่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้า ไม่รู้ว่าท่านเข้าใจหรือทุเรศพวกนี้ก็ไม่รู้ ไหนๆ ก็มาไกลถึงปักกิ่งแล้วก็พาชมวัดยงเหอกงเลย และจำไว้ชาดมันจะดีไม่ต้องทาสีมันก็แดง
นิกายหมวกเหลือง เป็นนิกายย่อยนิกายหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายทิเบต ผู้ก่อตั้งชื่อ หลัวปู้จ้าง จงเค่อปา เริ่มบวชตั้งแต่อายุ 8 ขวบ พออายุ 17 ปี ก็เดินทางไปทิเบตเพื่อศึกษาคัมภีร์นิกายลามะ ต่อมาได้เป็นนิกายศาสนาพุทธที่ปกครองทิเบต เนื่องจากพระภิกษุของนิกายนี้สวมจีวรสีเหลือง จึงได้ชื่อว่านิกายเหลือง พระลามะองค์นี้มีคุณูปการสำคัญต่อการปฏิรูปนิกายลามะ ทั้งพระทะไลลามะและพระปันเชนลามะล้วนเป็นลูกศิษย์ของท่าน
ในวัดลามะมีโบราณวัตถุและสิ่งปลูกสร้างโบราณมากมาย ในจำนวนนี้มีของล้ำค่าอยู่ 3 อย่าง
ของล้ำค่าอย่างแรก คือภูเขาพระอรหันต์ 500 รูป สูงเกือบ 4 เมตร ยาวกว่า 3 เมตร แกะสลักด้วยไม้จันทน์หอม หากมองดูไม้แกะสลักชิ้นนี้แต่ไกล จะเห็นเป็นภาพภูเขาเขียวนิ่งสงบ ต้นสนเขียวขจี พระเจดีย์แกะสลักอย่างประณีต ศาลาโบราณเรียบง่าย มีถ้ำลึกลับ ทางเดินเลี้ยวลดคดเคี้ยว มีบันได สะพานและสายน้ำเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน แต่หากมองดูให้ใกล้ชิด จะเห็นฝีมือแกะสลักที่ชำนาญยิ่ง มีเขาหลายรูปติดต่อกันเป็นชั้นๆ ตามเขาเหล่านี้มีพระอรหันต์ 500 องค์กระจายอยู่ แม้จะเป็นรูปแกะสลักเล็กๆ ก็ตาม แต่ทุกรูปมีหน้าตารูปร่างต่างๆ กัน มีชีวิตชีวา เป็นงานแกะสลักที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ที่น่าเสียดายก็คือหลังจากผ่านภัยสงครามมาหลายครั้ง พระอรหันต์บนเขามีเหลืออยู่เพียง 449 องค์เท่านั้น
ของที่ล้ำค่าอย่างที่สองคือ พระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยที่อยู่ในวิหารว่านฝูเก๋อ วิหารว่านฝูเก๋อยังได้ชื่อว่าเป็นหอพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เป็นวิหารที่สูงใหญ่ที่สุดภายในวัดลามะ สูงกว่า 30 เมตร มีหลังคา 3 ชั้น ก่อด้วยไม้ทั้งหมด ในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยปางยืน ที่แกะสลักด้วยไม้จันทน์หอมสีขาว สูง 26 เมตร ส่วนล่าง 8 เมตร ฝังอยู่ใต้ดิน อีก 18 เมตรอยู่เหนือพื้นดิน พระพุทธรูปทั้งองค์มีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากต้นไม้ต้นเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อ ค.ศ 1979 มีการบูรณะซ่อมแซม พบว่าไม้จันทน์หอมที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้น แม้ว่าเวลาจะผ่านไปแล้วกว่า 200 ปี แต่เนื้อไม้ยังแข็งแกร่งไม่สึกหรอ แสดงให้เห็นถึงฝีมือระดับสูงในการแกะสลัก และการอนุรักษ์โบราณวัดถุของช่างประติมากรรมโบราณของจีนอย่างเต็มที่
ของที่ล้ำค่าอย่างที่สามคือ แท่นพระพุทธรูปในวิหารเจ้าฝูโหลว ข้างในมีพระพุทธรูปพระศรีศากยมุนี ที่หล่อด้วยทองเหลือง ด้านหลังของพระพุทธรูปมีประภามณฑลเหมือนฉากบังตา แท่นบูชาพระพุทธรูปและประภามณฑลล้วนแกะสลักด้วยไม้ชื่อว่า จินเซอหนานมู่ ฝีมือแกะสลักก็ประณีตมาก แท่นพระพุทธรูปมีส่วนบนสูงจรดเพดาน แบ่งเป็นชั้นนอกชั้นใน 3 ชั้น ในยามตะวันตกดิน พระพุทธรูปประทับยืนอย่างสง่างาม แสงอาทิตย์ส่องกระทบกระจกเงาที่ทำ
ด้วยทองเหลืองที่ติดอยู่บนประภามณฑล? แสงสะท้อนตามกระจกเงาทองเหลืองเป็นวงกลมล้อมรอบองค์พระพุทธรูป บวกกับแสงของตะเกียงที่ไม่มีวันดับ ทำให้ข้างในวิหารสว่างไสวไปทั่ว แท่นพระพุทธรูปส่วนบนมีเสาไม้แกะสลักมังกรทองคำ 2 เสาค้ำรับไว้ คานเพดานหุ้มด้วยทองคำ แกะสลักมังกร 99 ตัว พันอยู่โดยรอบมังกรบางตัวกางเล็บออกมา บางตัวทำท่ากำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เหมือนจริงมาก
นอกจากของล้ำค่า 3 อย่างดังกล่าว สถาปัตยกรรมและของประดับประดาภายในวัดลามะ ล้วนมีลักษณะพิเศษโดดเด่น เช่น วิหารฝ่าหลุนเตี้ยน เป็นสิ่งปลูกสร้างทรงจตุรมุข บนหลังคาวิหารมีเจดีย์บุทองคำ 5 องค์เลียนแบบทรงทิเบต เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของชนชาติทิเบต ซึ่งรวมเอาศิลปวัฒนธรรมทั้งแบบชนชาติจีนและชนชาติทิเบตเข้าด้วยกัน ในวัดยังมีแท่นศิลาจารึกที่มี 4 ด้าน 4 ภาษา แต่ละด้านแกะสลักตัวอักษรภาษาจีน ภาษาแมนจู ภาษามองโกล และภาษาทิเบต เนื้อหาของตัวอักษรเหล่านี้มาจากหนังสือ หล่ามาซัว(ทฤษฎีลามะ)ซึ่งจักรพรรดิ์สมัยราชวงศ์ชิงทรงนิพนธ์ กล่าวถึงความเป็นมาของศาสนาพุทธนิกายทิเบตและนโยบายของรัฐบาลชิงที่มีต่อนิกายลามะ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของชนชาติต่างๆ ในจีน ปัจจุบันวัดลามะมิเพียงแต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเท่านั้น หากยังเป็นคลังแห่งศิลปวัฒนธรรมของชนชาติจีน แมนจู มองโกลและทิเบตด้วย
 
ขอบคุณภาพจาก www.seclub.com/forum/viewtopic.php?t=11786
|