|
หลังจากเกจิอาจารย์ได้แนะนำ ให้ทราบที่มาของจุดเริ่มของสำนักฮวงจุ้ยนิกายหมวกดำ การกำเนิดขึ้นฮวงจุ้ยนิกายตันตริกหรือตันตระหมวกดำ ว่าผู้ที่ดำเนินการก่อตั้งคือ หลินหยุนไปแล้ว แต่ยังมีข้อที่น่าสนใจในด้านอื่นๆที่หลินหยุน (Lin-Yun) มีประวัติชีวิตที่งงๆ อยู่ว่า เขากล่าวอ้างว่าเกิดและเรียนหนังสืออยู่ในประเทศจีน แต่การแสดงตนของเขากลับเป็นชาวไต้หวัน ไม่แน่ชัดด้วยสาเหตุใด
แต่ส่วนที่เป็นข้อไม่แน่ชัดคือ หลินหยุน (Lin-Yun) ตามประวัติที่มีหลักฐานการเขียนในหนังสือ และเว็บไซต์ของสำนักฮวงจุ้ยหมวกดำ (Grandmaster of Black Sect Tantric Buddhism and Feng Shui) เขาได้ถึอกำเนิดที่ประเทศจีนในปี ค.ศ. 1932 โดยตามบันทึกชีวิตของเขา ได้อ้างอิงถึงการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานจากไต้หวัน ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ปักกิ่งใกล้พระราชวังต้องห้าม แต่ที่เป็นข้อน่าสนใจนั่นคือ ในช่วงที่หลินหยุน (Lin-Yun) อ้างในประวัติชีวิต กลับเป็นช่วงที่ประเทศจีนอยู่ในสภาพที่ไม่มั่นคง เผชิญภัยสงครามรอบด้านทั้งภายในและภายนอก ของช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีปัญหามากมายดังนี้
1. ญี่ปุ่นพยายามรุกรานจีนมาตลอด จนสามารถทำสงครามยึดดินแดนบางส่วนทางด้านเสิ่นหยางในปี ค.ศ. 1894 แล้วจะเกี่ยวอะไรกับหลินหยุน ฮวงจุ้ยนิกายหมวกดำล่ะ ยังหรอก.. เพียงแต่เริ่มให้เห็นปัญหาตั้งต้นเท่านั้น เพราะในปี ค.ศ. 1894 ตลอดมาประเทศจีนมีแต่เรื่องวุ่นวายกับสงคราม นักศึกษาชุมนุมประท้วง
มีคำถามที่ไม่เข้าใจเกิดขึ้นคือ ถ้าเป็นเช่นนั้นควรจะย้ายถิ่นฐานเข้าไปอยู่ประเทศจีนมั๊ยล่ะ คุณอาจจะตอบว่าโถ...ประเทศจีนกว้างใหญ่ซะขนาดนั้น มีที่ให้ปักหลักมากมาย ก็ใช่...แต่ปัญหาอยู่ที่ เป็นที่ๆ หลินหยุนไปซ่ะนั่น ครอบครัวของหลินหยุนเข้าไปอยู่ในโซนสงครามสินั่น

2. หลินหยุน (Lin-Yun) ถือกำเนิดในปี ค.ศ. 1932 ที่ปักกิ่ง ซึ่งประเทศจีนอยู่ในช่วงสงคราม โดยเฉพาะจากการรุกรานของญี่ปุ่น แล้วเกี่ยวกับเขาหรือไม่? ความไม่แน่ชัด จึงขอใช้ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ในการเปรียบเทียบ จากแผนที่ประเทศจีนในช่วงนั้น จะเห็นว่ามีพื้นที่สีชมพู ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวคือพื้นที่ของการรุกรานจากกองทหารญี่ปุ่น เมื่อคุณเห็นคงกล่าวกันว่า ญี่ปุ่นก็ยังไม่สามารถครอบครองจีนได้ทั้งหมด...ซึ่งก็ไม่ผิด
แต่หากคุณพิจารณาจากแผนที่ จะพบว่าพื้นที่สีชมพูได้กินอาณาเขตของซานซี และเหอเป่ย นั่นหมายความว่าบริเวณเหล่านั้นอยู่ในอาณาเขตของการสงคราม และการควบคุมพื้นที่โดยกองทหารญี่ปุ่น แล้วปัญหาคืออะไรล่ะ? ปัญหาที่ต้องทำให้คิดอยู่ที่เหอเป่ย เหอเป่ยในอดีตจนถึงปัจจุบันก็คือที่ตั้งเมืองปักกิ่งในปัจจุบัน และเป็นสถานที่ตั้งของพระราชวังต้องห้าม ตั้งแต่แรกเริ่มโดยไม่มีการโยกย้าย และผู้เริ่มสร้างคนแรกคือจักพรรดิ์หย่งเล่อ
เมื่อเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยสงคราม จึงเกิดคำถามที่ว่าคุณจะอพยพไปอยู่ไหม? เพราะแม้แต่ฝู่อี้หรือปูยี จักรพรรดิ์องค์สุดท้าย ที่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ยังอยู่ไม่ได้ เคยหนีมาแล้วตั้งแต่การปกครองจากขุนทหาร จนปูยีถูกทหารญี่ปุ่นจับตัวได้ แล้วนำมาเป็นหุ่นเชิดในการข่มเหงคนจีนตายเป็นล้านๆ คน สภาพบ้านเมืองตอนนั้นจะเป็นอย่างไรเล่า?
3. ในสภาวะบ้านเมืองที่วุ่นวายมีแต่สงคราม ผู้มีอำนาจแบ่งฝ่ายจับพวก สภาพบ้านเมืองมีแต่ผู้คนหลีกหนีเอาตัวรอด ต่อให้เป็นพระก็เถอะญี่ปุ่นก็ไม่เว้น ทำให้พบข้อขัดแย้งด้านประวัติจึงมีเพิ่มขึ้น เมื่อหลินหยุนได้อ้างถึงการเรียนจากพระลามะผู้มีสมณสูงในช่วงขณะที่เขามีอายุ 6 ขวบ เขายังเที่ยวเล่นอยู่หน้าพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง จะอยู่ได้อย่างไร ทั้งที่บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย แค่นอนในบ้านเพื่อหาความสงบยังยากส์ ทั้งญี่ปุ่นเองก็แสนจะรักชาวจีนมาก หาคนจีนซ้อมเป็นเป้ายิงเหมือนเป็นเกมล่าสัตว์ ผู้หญิงเจอเป็นข่มขืน เด็กเล็กไม่มีเว้น และนี่คือบาดแผลอันปวดร้าวของชาวจีน ที่ไม่มีวันลืมกับสิ่งที่ญี่ปุ่นได้สร้างไว้
แล้วหยินหลุนเล่า อยู่ได้อย่างไร? หรือเขาคือผู้ที่พระเจ้าสร้างมา ให้มีความเหนือมนุษย์เฉกเช่นซุปเปอร์แมน? เขาเกิดในปี 1932 ถ้าเขาอายุ 6 ขวบ ก็อยู่ในช่วงราวปี 1938-1939 คงนั่งเล่นใจเย็นไม่ได้แน่ นอกจากเป็นมนุษย์พันธ์พิเศษ เพราะภัยสงครามของบ้านเมืองยังไม่จบ เครื่องบินทิ้งระเบิดเหมือนเป็นใบปลิว
ด้วยในวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 ได้ถูกบันทึกว่า เป็นวันที่กองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดเมืองนานกิง ตัวหลินหยุนเกิด 1932 ครอบครัวเขาอพยพมาจากไต้หวันมาอยู่ที่ปักกิ่ง ถ้าใครเคยไปเที่ยวเมืองจีน คงเข้าใจถึงความใหญ่โตของประเทศจีน การเดินทางที่แม้ปัจจุบันมียวดยานยังนั่งกันเหนื่อย หากดูจากแผนที่ คุณจะเห็นเกาะไต้หวันซึ่งอยู่ห่างจากเมืองปักกิ่งที่ห่างไกลกันมาก แล้วครอบครัวหลินหยุนอพยพมาทำไม? หรือข้อมูลในด้านเวลาผิดพลาด? เป็นไปได้หรือไม่ที่ครอบครัวหลินหยุนเป็นนักเดินทางประเภท Discovery ....อืมม์
4. หลินหยุน (Lin-Yun) ได้กล่าวในชีวประวัติ ของการสืบทอดวิชาฮวงจุ้ยหมวกดำว่า หลังจากที่ได้พบกับพระลามะที่ปักกิ่ง ได้ทำการศึกษาเล่าเรียนศาสตร์ลี้ลับแห่งนิกายตันตริก และตำราคลาสสิคที่เก่าแก่ของจีนต่างๆ รวมถึงศาสตร์ฮวงจุ้ย?ระยะเวลาที่ศึกษานับร่วมถึง 10 ปี นั่นหมายความว่าช่วงที่อายุ 6 ขวบที่ได้เจอกับพระลามะ จนเรียนจบจะอายุประมาณ 17 ปี หรือประมาณปี ค.ศ. 1949
จากข้อมูลด้านบันทึกประวัติศาสตร์โลก การศึกระหว่างจีนกับญี่ปุ่นดำเนินไปอย่างดุเดือดเป็นระยะเวลากว่า 8 ปี ได้สิ้นสุดลงจริงๆ เมื่อญี่ปุ่นได้ประกาศยอมแพ้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1945 และประกาศยุติศึกกับจีนอย่างไม่มีเงื่อนไขในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ซึ่งถ้าหากนับระยะเวลาที่จีนเริ่มต่อสู้ทำสงครามกับญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1931 เท่ากับว่าสงครามระหว่าง 2 ชาติ กินเวลานานกว่า 14 ปี เอ..แล้วยังงัยล่ะเนี่ย มีการเขียนประวัติคุณหลินหยุนผิด หรือจำปี ค.ศ. คลาดเคลื่อน
เรื่องที่น่าแปลกใจคือ ระยะเวลาที่หลินหยุนพบพระลามะธิเบต และศึกษาฮวงจุ้ยอยู่ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่กล่าวถึง ล้วนอยู่ในช่วงสงครามจีนกับญี่ปุ่น และแถมสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าขนาดประเทศไทยช่วงสงครามโลก ฝืดเคืองวุ่นวาย หลินหยุนก็ไม่ง่ายแน่ ไหนจะหลบญี่ปุ่น หลบเครื่องบินทิ้งงระเบิด ซึ่งเขาอยู่ในอาณาเขตสงครามเต็มๆ ไม่ต้องพูดถึงความเป็นอยู่ อารมณ์ของคนในสภาวะนั้นหาความสงบยังยาก ทั้งพระทั้งคนเรียนงานนี้คงต้องเรียนไปหมอบไปล่ะ
5. ถ้าหากว่าบันทึกชีวิตของหลินหยุนผิดพลาด กล่าวคือน่าจะเป็นหลังยุติสงครามจีนญี่ปุ่นแล้ว แต่บันทึกประวัติศาสตร์ของจีน มีการบันทึกไว้ว่า หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นการยุติศึกระหว่างจีนกับญี่ปุ่นไปแล้วก็ตาม ประเทศจีนหาได้สงบสุขจากภาวะสงครามไม่ ด้วยยังคงเกิดการสู้รบระหว่างพรรคก๊กหมินตั๋งของเจียงไคเช็ค และกองทัพปลดแอกประชาชนของเหมาเจ๋อตง
หลังจบศึกกับญี่ปุ่น ทั้ง 2 ฝ่ายก็มีศึกที่ต้องสะสางตามอุดมการณ์ต่อกัน กองทัพประชาชนของเหมาเจ๋อตง รุกไล่กองทัพของก๊กหมินตั๋งถอยร่นจากนานกิง เรื่อยไปจนที่มั่นสุดท้ายของพรรคก๊กหมินตั๋ง ต้องถอยหนีไปปักหลักอยู่ที่เกาะไต้หวัน หรือประเทศไต้หวันในปัจจุบัน แล้วช่วงนี้จะเกี่ยวยังงัยกับหลินหยุนเจ้าสำนักฮวงจุ้ยนิกายหมวกดำล่ะ
เกี่ยวซิจ๊ะ เพราะหลินหยุนนี่แหละ ที่เป็นไอดอล(idol)หรือต้นแบบ ของฮวงจุ้ยหมวกดำในประเทศไทย ทั้งแนวทางรูปแบบความเป็นมา และความมีอยู่จริงหรืออุปโลกน์ แต่ขอพักแวะทานข้าวริมทางก่อน ตามรอยหมวกดำจนถึงไต้หวันเครืองยนต์ฮีทแล้ว พบกันในตอนที่ 2 แล้วกัน
ขอบคุณภาพจาก www.manager.co.th
|