|

หลังผ่านเหตุการณ์ยึดทำเนียบ ช่วงเวลานี้บรรดาท่านซินแสระดับอาจารย์ ต่างหันมาสนใจฮวงจุ้ยระดับประเทศกัน ต่างกล่าวว่าที่บ้านเมืองมีปัญหาวุ่นวายเพราะฮวงจุ้ยทำเนียบรัฐบาล, รัฐสภาไม่ดี แล้วยังงัยกันล่ะ...? จริงหรือไม่? ถ้าคุณอยากรู้ เว็บเกจิอาจารย์ขอร่วมวิเคราะห์ และเสนอแนะนำวิธีแก้ฮวงจุ้ยทำเนียบเพื่อชาติบ้านเมืองให้ฟรีๆ ไม่คิดตังค์แบบระดับที่เซียนฮวงจุ้ยทั้งหลายที่มีในบ้านเรา ยังไม่เคยพูดให้ได้ยินหรือได้ฟังกันมาก่อนเลย รับรองว่าวิธีนี้เซียนเกจิอาจารย์บอกออกมาเป็นที่แรกและที่เดียว เพื่อให้ชาติบ้านเมืองเราเกิดความร่มเย็นเป็นสุข
ถ้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล หรือผู้ที่อ่านจะนำไปบอกต่อก็ได้ อ้อ..ถ้าปรมาจารย์ซินแสท่านใดจะนำไปอ้างอิงหรือนำไปใช้เกจิอาจารย์ก็ไม่หวงห้าม แต่ข่วยกรุณาให้เครดิตเกจิอาจารย์ด้วย ว่าความรู้ที่นำไปใช้ได้มาจากทีไหน (ของครูบาอาจารย์ มีครู) และถือเป็นการบันทึกยืนยันว่าเกจิอาจารย์เป็นเว็บแรก ที่พูดหรือเขียนถึงวิธีการแก้ฮวงจุ้ยทำเนียบรัฐบาล ออกสู่สาธารณะแบบไม่มีกั๊ก
เริ่มด้วยความเป็นมาของทำเนียบรัฐบาล (Royal Thai Government House) ก่อน ซึ่งในอดีตมีชื่อว่า "บ้านนรสิงห์" ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทาน หรือโดยท่านเจ้าของบ้านตั้งขึ้น ท่านเจ้าของบ้านเดิมคือ "พลเอก พลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ" (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ)
นาม "นรสิงห์" นั้นเป็นนามขององค์พระนารายณ์ ที่ทรงอวตารลงมาในปางที่ 4 เรียกว่า "ปางนรสิงหาวตาร" ที่ทรงอวตารลงมาในโลกมนุษย์ เพื่อปราบยักษ์นาม "หิรัณยกศิปุ" ที่อาละวาดสร้างความเดือดร้อนไปทั้งสามโลกทั้ง สวรรค์ มนุษย์ และบาดาล ด้วยยักษ์หิรัณยกศิปุ นั้นได้พรจากพระพรหมว่า เป็นผู้ฆ่าไม่ตาย(ลืมขอให้เป็นอมตะ) ไม่มีใครทั้งมนุษย์ สัตว์ เทวดา ยักษ์ หรือผู้ใดฆ่าให้ตายได้ ไม่มีอาวุธชนิดใดฆ่าให้ตายได้ ไม่ตายในเวลากลางวันและกลางคืน ไม่ตายในบ้านและนอกบ้าน (คือคิดเยอะแถมคิดว่ารอบคอบ) ดังนั้น พระนารายณ์จึงได้อวตารเป็น ?นรสิงห์? เพื่อจะฆ่ายักษ์ตนนี้ ซึ่งฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย และรู้ว่ามันขอพรพระพรหมเสียเยอะ จึงได้จับยักษ์หิรัณยกศิปุมาวางพาดตรงขื่อธรณีประตูบ้าน ซึ่งเวลานั้นเป็นเวลาโพล้เพล้
แล้ว "นรสิงห์" ถามเจ้ายักษ์ว่า เราเป็นมนุษย์ใช่ หรือไม่ เป็นสัตว์ใช่ หรือไม่ เป็นเทวดาใช่ หรือไม่ เป็นยักษ์ใช่ หรือไม่? ยักษ์หิรัณยกศิปุ เลยงงสิ(แถวบ้านเขาเรียกว่าใบ้แดก) ก็ตอบว่าไม่
"นรสิงห์" ถามต่อว่า เวลานี้กลางวัน หรือกลางคืน? ยักษ์หิรัณยกศิปุก็ตอบว่า ไม่อีกเช่นกัน แล้ว "นรสิงห์" ถามต่อว่า ตอนนี้ตัวท่านอยู่ในบ้าน หรือนอกบ้าน? ยักษ์หิรัณยกศิปุก็ตอบว่า ไม่อีก จากนั้น "นรสิงห์" ก็ถามว่า เล็บมือเราเป็นศาสตราวุธ หรือไม่? ยักษ์หิรัณยกศิปุก็ตอบว่า "ไม่" "นรสิงห์" ก็เลยเอากรงเล็บ ฉีกอกยักษ์หิรัณยกศิปุจนตาย (เวลาขอพรใครอย่ามากความ เอาครอบจักรวาล เป็นไงล่ะครับพี่น้องเละ) รูปร่างของ "นรสิงห์" มีเศียรเป็นสิงห์ แต่พระวรกายเป็นมนุษย์ เล็บที่ปลายนิ้วเป็นกรงเล็บสิงห์ ใช้เป็นอาวุธ แต่เดิมบ้านนรสิงห์ เคยมีรูปปั้นนรสิงห์เต็มตัว ตั้งอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ปัจจุบันรูปปั้นนรสิงห์อันเป็น สัญลักษณ์ของบ้านไม่มีอยู่แล้ว โดยไม่ทราบว่าได้เคลื่อนย้านไปอยู่ ณ ที่ใด การเปลี่ยนชื่อของบ้านนรสิงห์ เนื่องด้วยใน ปีพ.ศ. 2484 ระหว่างสงครามมหาเอเซียบูรพา ญี่ปุ่นได้มีการเจรจาขอซื้อ หรือไม่ก็ขอเช่าบ้านนรสิงห์ ด้วยเห็นว่ามีความสวยงาม เพื่อทำเป็นสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แต่ความปรากฏในเวลาต่อมาว่า ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2484 พลเอก พลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ เจ้าของบ้านนรสิงห์ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือ นายปรีดี พนมยงค์ เสนอขายบ้านนรสิงห์ ให้แก่รัฐบาลในราคา 2 ล้านบาท เพราะเห็นว่าใหญ่โตเกินฐานะและเสียค่าบำรุงรักษาสูง กระทรวงการคลังปฏิเสธ
แต่ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2484 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เห็นว่าควรซื้อบ้านนรสิงห์ทำเป็นสถานที่รับรองแขกเมือง ในที่สุดตกลงซื้อขายกันได้ในราคา 1 ล้านบาท โดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และพลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม พิชเยนทรโยธิน) ได้ให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แล้วมอบ บ้านนรสิงห์ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล โดยให้รัฐบาลใช้เป็นสถานที่สำหรับรับรองแขกเมืองและใช้เป็นที่ตั้งทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา ดังนั้น "บ้านนรสิงห์" จึงเปลี่ยนเป็น "ทำเนียบสามัคคีชัย" และ "ทำเนียบรัฐบาล" โดยลำดับ
นั่นคือความเป็นมาโดยคร่าวๆ ของทำเนียบรัฐบาล ที่ได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ในหลายยุคหลายสมัย และล่าสุดที่ชาวเสื้อเหลีองได้มาเยี่ยมเยือน เหตุการณ์ที่วุ่นวายทำให้มีการวิพากย์วิจารณ์ ในช่วงนี้จากเหล่าซินแสฮวงจุ้ยทีทรงภูมิ ออกมาพูดเกี่ยวกับสถานที่สำคัญระดับชาติตั้งแต่ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ว่าฮวงจุ้ยไม่ดี ทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย บางท่านได้เคยเข้าไปจัดฮวงจุ้ยมาแล้ว แต่เหตุผลว่าเป็นฮวงจุ้ยมีเงื่อนเวลาบ้าง บางท่านว่าไม่ดีตามหลักวิชาบ้าง (ที่พ่อมหาจำเริญเหล่านั้นจะนึกได้) แบบว่าจะยกระดับตัวเอง น่าจะมากกว่าจะเห็นประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง
อันศาสตร์แห่งภูมิพยากรณ์ หรือฮวงจุ้ยที่รู้จักนั้น ว่าตามเนื้อแท้จริงๆ นั้น ประกอบด้วยเหตุปัจจัยหลายสิ่ง ไม่ว่าวันเวลาฤกษ์ยามที่ก่อกำเนิด เทพเทวดาที่ถูกอัญเชิญตามโองการเจตนาของผู้สร้าง เรียกว่า "กฎของฟ้า" สถานที่ทำเลที่ตั้งชัยภูมิ ทิศทาง สิ่งปลูกสร้าง ประวัติสถานที่ เจตนาการสร้าง เรียกว่า "กฎของดิน" และส่วนของตัวบุคคลที่เข้าไปใช้สถานที่ หรือกระทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นกรรมในปัจจุบัน เรียกว่า "กฎของคน"
ดังนั้น การจะชี้ขาดว่าสถานที่ใดฮวงจุ้ยเสีย ใช้ไม่ได้ควรเปลี่ยนนั้น โดยใช้วิชาแค่วิชาฮวงจุ้ยเหล่านั้น ดูแล้วน้อยไปหน่อยหรือเปล่า ที่พ่อมหาจำเริญว่าฮวงจุ้ย ทำเนียบรัฐบาลเสียนั้น แม้จะมีส่วนถูกบ้าง แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด ใช้เพียงฮวงจุ้ยตรวจวัด ก็ไม่ได้แก้ปัญหาที่มี
ก่อนอื่นในทางชัยภูมินั้นไม่เสียแน่นอน ยกเว้นตอนพี่เสื้อเหลืองเข้ามาอาศัย ทำอาถรรพณ์ไสยศาสตร์ข่มรัฐบาลอันนี้ไม่ว่ากัน เพราะถ้าคิดว่ารัฐบาลเป็นศัตรูแล้วมันก็ต้องเต็มเหนี่ยว แม้มันจะเห็นแก่ตัวต่ำทรามรับไม่ได้ก็ตาม แต่ใครทำเวรกรรมก็ตามไปเช็คบิลเอาเอง
แต่ที่เกจิอาจารย์เห็นว่าเสีย มีดังนี้ 1. นามหรือชื่อ ของสถานที่ ซึ่งสถานที่แห่งนี้ มีนามเดิมว่าบ้าน "นรสิงห์" อันเป็นพระนามขององค์พระนารายณ์เป็นเจ้า และในอดีตเคยมีรูปประติมากรรม รูป "นรสิงห์" ด้วย แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อบ้าน "นรสิงห์" ไปเป็นทำเนียบรัฐบาลแทนที่จะเรียกบ้าน "นรสิงห์" ทำเนียบรัฐบาลออกจะเก๋ดี และมีอานุภาพในการชนะสิ่งเลวร้าย ในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีความคิดว่า ตึกไทยคู่ฟ้า เป็นนามอันหมายถึงที่สถิตของทวยเทพ จึงมีการจัดสร้างองค์พระพรหมขึ้น ให้เป็นที่สถิตองค์ท้าวมหาพรหมขึ้นบนยอดตึกไทยคู่ฟ้า อันนี้ผิด แต่ท่านท้าวมหาพรหมท่านไม่ผิด เพราะท่านไม่เคยมาสถิตที่แห่งนี้เลย เพราะอะไร ก็ด้วยเจตนาเดิมในการสร้างนั้น มุ่งอัญเชิญองค์พระนารายณ์เป็นเจ้ามาสถิต และยังยกเอาพระนามของพระองค์ท่านเป็นประธาน ดังนั้นบ้าน "นรสิงห์" จึงเป็นสิทธิ์โดยชอบขององค์พระนารายณ์เป็นเจ้าแห่งสถานที่
แม้ภายหลังจะมีการถอนหรือไม่ ล้วนไม่เป็นผลอยู่แล้ว เพราะถวายท่านแล้วจะมาคืนไปถวายเทพองค์อื่นเขาไม่ทำกัน และแม้ได้ทำพิธีอัญเชิญท่านท้าวมหาพรหม ท่านก็ไม่มาสถิตและกระทำเยี่ยงนี้ องค์พระนารายณ์เป็นเจ้าท่านก็เฉยเสีย เป็นคุณไม่สาปแช่งก็แปลกล่ะ
อีกประการหนึ่ง ท่านท้าวมหาพรหมนั้น ภารกิจหลักท่านคือลิขิตความเป็นไปตามกรรม ของทุกผู้ทุกนาม ท่านใดทำการกับแผ่นดิน ด้วยกุศลเจตนาอย่างเต็มความสามารถ ท่านก็อวยพรให้สวัสดีมีชัย จำเริญในหน้าที่ราชการตามเจตนาที่จะรับสนองเบื้องพระยุคลบาท เป็นข้าในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ใดเมื่อเข้ามามีวาสนาได้มาทำราชการสนองพระเดชพระคุณ แต่ทำการเยี่ยงโจรปล้นแผ่นดิน ทรยศขบถชาติผู้นั้นมันก็หาซึ่งความเจริญได้อย่างไร ก็มีอันต้องไปอยู่แผ่นดินอื่น เพราะขนาดแผ่นดินแม่มันยังทำได้ คนไทยเราเรียกว่าเนรคุณ ถ้าเป็นคนจีนก็ไร้คุณธรรม ไม่มีความกตัญญู และที่สำคัญเป็นหลักของฮวงจุ้ย
และการที่บ้าน "นรสิงห์" ต้องเปลี่ยนไปเป็นที่ทำการรัฐบาลนั้นก็ไม่แปลก เพราะที่สถิตแห่งองค์พระนารายณ์เป็นเจ้านั้นสูงนัก แม้จะเป็นเสนาบดีผู้ใหญ่วาสนามันไม่ถึง ซึ่งท่านเจ้าของบ้านเดิมนั้นคงลืมคิด เพราะอดีตบรรพบุรุษท่านก็เคยถ่มน้ำลายรดฟ้า ถึงต้องราชภัยถูกริบราชบาตรถอดยศเหลือแค่หม่อมไกรสร พอมาถึงยุคท่านเจ้าของบ้านจึงได้พระราชทานนามสกุลว่า "พึ่งบุญ" ดังนั้นภารกิจสำคัญขององค์พระนารายณ์เป็นเจ้าคือเป็น CEO ของทั้งสามโลกไง เป็นทำเนียบรัฐบาลก็สมควรอยู่ เพราะนายกรัฐมนตรีใช้พระราชอำนาจในฝ่ายบริหาร ในพระปรมาภิไธยในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งก็เสมือนองค์นารายณ์อวตารลงมาก็ไม่ผิดอีก ทั้งหนังสือราชการก็มีหัวหนังสือเป็นตราครุฑ คือเป็นตัวแทนถาวรขององค์พระนารายณ์อยู่แล้ว
2. ทำเนียบรัฐบาลมีประตูที่มากเกินไป สาเหตุของการมีประตูมาก ด้วยที่ต้องเชื่อมต่อของการไปสู่อาคารต่างๆ และการขยับขยายของพื้นที่ภายในทำเนียบ และจากการตรวจสอบดูแผนผังทำเนียบรัฐบาลแล้ว มันผิดที่ประตูมันมากไปนิด และพอพ้นประตูแล้วถนนแคบ พบว่ามีกระแสชี่ (Qi) เข้ามาหลายกระแส แม้จุดตัดของชี่ (Qi) มีมากนั้นดี แต่ทำเนียบรัฐบาล (Royal Thai Government House) ที่นี้ต้องสง่าดูนิ่งและศักดิ์สิทธิ์ ประตูเยอะแสดงว่าจุดรั่วนั้นมาก มีปัญหาเข้ามารอ หรือมาก่อนจะบริหาร เช่น การวิ่งเต้นกันฝุ่นตลบอย่างที่เราเห็นทุกรัฐบาล แต่มันแก้ไม่ได้หรอกเมืองไทย เป็นกรรมได้แค่นี้จริงๆ ขนาดองค์พระนารายณ์ทรงอวตารมาโปรดแล้ว คนไทยก็ทำได้แค่นี้จริงๆ
3. จุดที่ตั้งศาลพระภูมิ? ศาลพระภูมิเจ้าที่ที่ตั้งอยู่ปัจจุบัน ถามจริงๆ ใครแนะนำให้ตั้งตรงนี้กันพ่อคุณ เพราะเดิมที่ตรงนี้เป็นที่อยู่ของแขกยาม แม้ปัจจุบันก็อยู่ใกล้ป้อมตำรวจรักษาการณ์ ท่านก็คงทำหน้าที่ได้แค่ยามล่ะมั่ง ลดศักดิ์ท่านซะงั้น จะหวังให้ดีกว่านี้ยังคิดไม่ออก
ดังนั้น ถ้าปรับฮวงจุ้ย หรือปรับปรุงทำเนียบรัฐบาล ให้ถูกต้องก็จะเกิดความสงบร่มเย็นเป็นสุขต่อชนชาวไทยเราจริงๆ ถ้าทำได้ถือว่าเป็นวาสนาของคนไทยจะได้ดีขึ้น ก็ถือโอกาสนี้ทำเพื่อประเทศชาติที่ได้อยู่ได้อาศัย ด้วยความรู้ที่มี เกจิอาจารย์ขอแนะวิธีแก้ฮวงจุ้ยทำเนียบรัฐบาล ดังนี้ (รัฐบาลนำไปใช้ได้เลยไม่คิดตังค์ ทำให้ดีๆ แล้วกัน)
1. ชื่อของทำเนียบรัฐบาล น่าจะเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า "นรสิงห์" ทำเนียบรัฐบาล ให้คงอยู่กับสถานที่ตามเจตนาเดิมของการกำเนิดของสถานที่ 2. ประตูของอาคารทำเนียบรัฐบาล ปรับปรุงลดช่องประตูลงบ้าง?ควรเน้นประตูหลักและประตูรอง มากไปมากปัญหา 3. ควรย้ายจุดที่ตั้งศาลพระภูมิ ควรย้ายออก ไปตั้งอยู่จุดเดิมตรงมุมที่กำแพงด้านทิศตะวันออกบรรจบกับกำแพงด้านเหนือ ที่เคยเป็นตำแหน่งดั้งเดิมนั่นแหละ ทำให้สวยงาม 4. เปลี่ยนองค์พระพรหม มาเป็นองค์พระนารายณ์แทน เพราะไม่ใช่ที่ท่าน ท่านไม่ยุ่งด้วย ไหนๆ ข่าวออกมาว่าทางทำเนียบก็ต้องเปลี่ยนองค์พระพรหมใหม่อยู่แล้ว ด้วยข่าวว่ามีปัญหา ก็น่าจะตั้งให้ถูกองค์ รับรองดีแน่ 5. หารูปปฎิมากรรม "นรสิงห์" ที่เคยมีมาตั้งวางบริเวณสนามหญ้าหน้าตึก?หรือจะให้ช่างทำการปั้นขึ้นใหม่ก็ตาม ให้อยู่ในเรื่องราวตามความหมายของ "นรสิงห์" ปราบยักษ์นาม "หิรัณยกศิปุ" ปรึกษาช่างของกรมศิลป์ดูเถอะมีช่างเก่งๆ เยอะ เอาให้ดูสง่างามน่าเกรงขามดูมีพลัง
สำหรับจุดอื่นตรวจสอบแล้ว ก็ไม่มีอะไรผิดในทางฮวงจุ้ย แต่ถ้าจะถามว่ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพหรือไม่ ส่วนนี้อยู่กับ "กฎของคน" พูดง่ายๆ ว่าอยู่ที่ดวงคนที่เป็นนายก ดวงรัฐมนตรี วันเวลาที่โปรดเกล้าแต่งตั้ง ความจริงใจที่จะบริหารประเทศต่างพระเนตรพระกรรณ์ และปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำทุกอย่างอันจะสนองพระราชประสงค์ โดยไม่คิดถึงตัวเองพวกพ้องวงศ์ตระกูลหวังสืบทอดอำนาจ ผลประโยชน์ทับซ้อน และที่สำคัญอาสามาทำงานเพื่อประชาชนให้มากคอรัป..น้อยๆ หน่อย แล้วรู้จักพอ
ทุกวันนี้ที่ว่าฮวงจุ้ยทำเนียบไม่ดี รัฐสภาไม่ดี คงไม่ใช่ เพราะถ้าฮวงจุ้ยทำเนียบ (ภาคดิน) ไม่แข็ง และภาคฟ้า (สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตย์ในประเทศไทย) ไม่แรง คุณคิดดูว่าที่เรามีปัญหาเพราะสิ่งเหล่านี้หรือ ย่อมไม่ใช่ เพราะจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายอยู่ที่คนที่มาบริหาร (ภาคคน) ถึงบอกงัยครับว่ากรรมของคนไทย ยิ่งถ้าคนที่มาเป็นเจ้ากรรมนายเวรกลับมาเกิด คนไทยก็อ๊วก บ้านเราต้องยอมรับว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงแรงจริง จริงไม่จริงประวัติศาสตร์การเมืองก็มีตัวอย่างให้เห็น ตายต่างประเทศก็เยอะ?กรรมใดใครก่อกรรมนั้นตามสนองยังมีอยู่จริง เพียงแต่จะช้าหรือเร็วทันใจพวกคุณรึป่าวเท่านั้นแหละ คราวหน้าพบกับฮวงจุ้ยรัฐสภา เขาว่ามีปัญหาฮวงจุ้ยเหมือนกัน
เว็บแรกที่บอกวิธีแก้ฮวงจุ้ยทำเนียบรัฐบาล บันทึกวันที่ 21 ธันวาคม 2551 เวลา 9.32 น. โดย kaeji
ขอบคุณภาพจาก variety.teenee.com และ www.arunsawat.com
|