|

สำหรับในส่วนของประชาชนเปรียบได้กับกระแสชี่ของรถ ที่หมุนวนโดยรอบวงเวียนอนุสาวรีย์ ที่บ่งบอกว่ามักถูกดึงหรือชักนำจากอำนาจตลอดเวลา ด้วยปัญหาเดิมๆ วงจรเดิมๆ ประชาชนจึงมักไม่ได้ประโยชน์ แต่ถูกชักนำเป็นเครื่องมือ แต่ในดีมีเสียในเสียก็มีดี ด้วยกระแสชี่ถนนรอบอนุสาวรีย์ที่หมุนวนตามเข็มนาฬิกา เป็นลักษณะไปข้างหน้า ทำให้การเปลี่ยนแปลงใดๆ ยังมีการพัฒนาได้ตลอด แม้จะดูว่าประชาธิปไตยไม่ไปไหน ยังคงไปได้ช้าๆ และยังมีทางออก หากประชาชนใช้สติและปัญญาให้มากกว่าอารมณ์ ก็จะไม่เข้าไปสู่วงจรเดิมของการแย่งชิงอำนาจการเมือง เพิ่มความคิดทางปัญญา รู้เท่าทันและแยกแยะเป็น เพราะอำนาจกลัวปัญญา
อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งวางรับชี่ฮวงจุ้ยถูกต้องเหมือนบังเอิญ เมื่อจุดรับส่งถึงกันพลังชี่จะส่งผ่านต่อรูปลักษณ์นั้น ซึ่งก็จะเหมือนกับที่ซินแสทำฮวงซุ้ยในอดีต (หรือพวกรูปทรงตึกในฮ่องกง ที่ซินแสให้คำแนะนำ ซึ่งตึกในเมืองไทยก็มี แต่ไม่ใช่ซินแสไทยน่ะ) จะต้องเสาะหาจุดพลังชี่ของมังกร เพื่อตั้งวางตัวฮวงซุ้ยและรับพลังมังกรนั้น ให้ฮวงซุ้ยมีพลังไปยังคนในตระกูล ถือได้ว่าเกจิอาจารย์น่าจะเป็นเว็บแรกที่ได้อธิบาย ลักษณะส่งผ่านการทำงานของพลังชี่ ที่น่าจะชัดเจนและเข้าใจได้พอสมควร และคงเป็นความรู้ให้กับผู้สนใจที่สงสัยว่า ทำไมจัดฮวงจุ้ยบ้านที่มีองศา ทิศทาง สูตรเดียวกัน แต่ผลที่ได้ไม่เหมือนกัน เพราะฮวงจุ้ยไม่ใช่เรื่องที่ตายตัว มันยังขึ้นอยู่กับปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆ ของสถานที่แห่งนั้นด้วย

นั่นเป็นการอธิบายการส่งผ่านพลังของฮวงจุ้ย ที่ซินแสฮวงจุ้ยผู้เชี่ยวชาญจะเลือกจุดในการสร้างสิ่งต่างๆ แต่สำหรับตำแหน่งอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในมุมผู้เขียนเข้าใจว่าน่าจะบังเอิญ หรือจะเรียกว่าบุญกรรมนำมาก็เป็นได้ ตามหลักธรรมที่ว่า "ทุกสิ่งล้วนมีเหตุและปัจจัยนำมา ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นเอง" จึงได้รูปแบบสถาปัตยกรรมและจุดพลังฮวงจุ้ย ที่สอดรับอย่างลงตัวเหมือนจับวาง ส่งให้อนุสาวรีย์แห่งนี้ก่อเกิดพลังขึ้น แม้อนุสาวรีย์นี้สร้างเพื่อรำลึกถึงวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่เป็นการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองของกลุ่มคณะ เป็นอนุสรณ์เพื่อกลุ่มคณะไม่ใช่เพื่อประชาชน ก็เป็นเหตุแห่งฮวงจุ้ยด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้ที่จะเข้ามาใช้อำนาจปกครอง หากอยู่ในวังวนแห่งอำนาจในการเป็นผู้นำประเทศ อำนาจก็ไม่แน่นอน ถ้าปกป้องและรักษาอำนาจเพื่อกลุ่มคณะจะอยู่ได้ไม่นาน ต้องมีผลเป็นเช่นเดียวกับอดีต แต่หากทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงผลจะแตกต่างกัน
สำหรับกระแสชี่ของถนนในทิศทางต่างๆ ที่หมุนวนรอบวงเวียนอนุสาวรีย์ ในลักษณะตามเข็มนาฬิกา จะช่วยให้แนวโน้มของรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จะเป็นไปในทางที่ดีมีการพัฒนาอย่างช้าๆ เพราะกระแสภายนอกเป็นตัวแทนพลังประชาชน ถึงแม้ว่าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จะเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยก็จริง แต่จิตวิญญาณที่แท้ของประชาธิปไตยนั้น อยู่ที่จิตใจของคนไทยมากกว่า ที่จะต้องเข้าใจประชาธิปไตยบนพื้นฐานของหน้าที่ และขอบเขตของสิทธิ
แต่หากมองประวัติศาสตร์จริงๆ แล้ว ประเทศไทยไม่ได้มีประชาธิปไตยโดยสมัครใจ แต่เป็นการจับยัดให้ หากถามว่าคนไทยสมัย 2475 รู้เรื่องประชาธิปไตย รับรองว่าไม่มีใครรู้จริง แม้กระทั่งกลุ่มคณะที่ริเริ่ม ยังจินตนาการไม่ออกเลยว่าประชาธิปไตยไทยจริงๆ จะเป็นอย่างไร เพราะที่ได้มาก็แย่งชิงกันมาด้วยอำนาจ และขณะนี้ปี 2552 คนไทยก็ได้เห็นนักการเมืองเป็นผู้นำที่ปากกล้า(ใจสั่น) มีอภิสิทธิ์ชน(ดันเป็นซะเอง)กว่าพวกพ้องที่มาชุมนุม แถมปากดีถ้าจะมอบตัวต้องเอาพวกท่านไปมอบตัวด้วย 3 แสนคน แถมรักพวกพ้อง(แบบโคตรรักเองเลย) แช่งพวกเดียวกันให้ตายทุกวัน ก็ทหารนั่นแหละตัวดี เขาบอกแล้วว่าถ้ามีเสียงปืนเพียงนัดเดียวจะกลับมาช่วยพี่น้องกู้ประชาธิปไตย แต่..ดันทะลึ่งยิงเป็นชุด ก็บอกนัดเดียวๆ?
เอาเป็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยจะไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ดีที่สุด ตราบใดที่คนไทยไม่รู้จักหน้าที่ สิทธิของผู้อื่น และไม่ให้ผู้อื่นละเมิดสิทธิเช่นกัน ที่สำคัญอย่าใช้ความเชื่อ ต้องมีสติปัญญาเรียนรู้ รู้จักตั้งคำถามในทุกเรื่องราว ใครทำ? ทำทำไม? ทำเพื่ออะไร? ทำไปแล้วใครได้? หรือประชาชนได้? ถ้าคนไทยคิดได้จึงจะเป็นประชาธิปไตยและคงทนเป็นธรรมต่อทุกคน
ขอบคุณภาพจาก วิกิพีเดีย / ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงที่ตั้งอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจาก Google Map
|